ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

งานชอบ

๒๔ พ.ย. ๒๕๖๑

งานชอบ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ถาม เรื่อง อานาปานสติกับพุทโธใช้ด้วยกันได้หรือไม่ครับ

กราบนมัสการหลวงพ่อ โยมมีข้อสงสัยอยากให้หลวงพ่อช่วยชี้แนะ ๒ ข้อครับ

โยมใช้อานาปานสติตอนเริ่มต้นนั่งภาวนาครับ พอจิตเริ่มสงบสักพักก็ส่งออกมาจากลมหายใจ โยมจึงใช้ภาวนาพุทโธช่วยสู้กับความคิดที่ส่งออก อย่างนี้โยมทำผิดวิธีไหมครับ (ที่โยมไม่ใช้พุทโธตั้งแต่เริ่มนั่งภาวนาเพราะโยมใช้แล้วจะอึดอัดแถวกลางอกครับ)

การเดินจงกรมต้องมีท่าเดินที่ตายตัวไหมครับ โยมเดินโดยกำหนดตัวรู้ไว้ที่เท้าเวลาเดินครับ คือใช้กายคตาสติ เดิน จิตก็รู้ว่าเดินครับ แบบนี้ผิดวิธีปฏิบัติไหมครับ ขอบพระคุณหลวงพ่อมาก

ตอบ ไอ้ที่ปฏิบัติๆ ส่วนใหญ่แล้วถ้าคนยังไม่ประพฤติปฏิบัติมันก็ไม่สนใจสิ่งใดว่าจะเป็นความถูกความผิด แต่เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันจะเกร็งทันทีเลยว่าจะต้องทำอย่างไรๆ เพราะอะไร

เพราะเรื่องจิตนี้เป็นเรื่องนามธรรม สิ่งที่เรื่องนามธรรม มันไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้ง่าย สิ่งที่เป็นเรื่องนามธรรม เวลาพลังงานที่มันส่งออกไปเป็นความคิด ความคิดนี้มันเป็นเรื่องในหัวใจ แต่พอเวลามันมีการกระทำ ทำดีทำชั่วก็เกิดจากความคิดของตน

แต่เวลาย้อนกลับเข้าไปสู่ใจของตน ย้อนกลับเข้าไปสู่ใจของตน มันเป็นนามธรรมที่มนุษย์จะไขว่คว้าเอาจากที่ไหน เหมือนไขว่คว้าเอาในอากาศ

นี่ก็เหมือนกัน ความคิดๆ เวลาความคิด ผลของความคิด อาการของความคิด เวลาโกรธขึ้นมา โกรธแล้วต้องระบายความโกรธ เวลามีความลุ่มหลงอยากได้สิ่งใดมันก็พยายามแสวงหาสิ่งนั้นๆ

แสวงหาสิ่งนั้นคือการกระทำ คือกิริยา แต่ความจริงๆ แล้วมันก็เกิดมาจากความคิด เกิดมาจากความคิด เกิดมาจากเจตนาของตนอยู่ในหัวใจของตน ฉะนั้น เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ไปแก้ที่ต้นเหตุ

เวลาเราจะไปแก้ที่ต้นเหตุ ท่านพยายามบอกว่า ทำความสงบของใจเข้ามาก่อนเพื่อจะหาที่เกิดความคิดนั้น เวลาเราจะเริ่มภาวนามันถึงว่าจับต้นชนปลายไม่ถูก เวลาจับต้นชนปลายไม่ถูก เห็นไหม

จะให้ทำสิ่งใด ตั้งโจทย์ขึ้นมา เราจะทำสิ่งนั้น มันยังทำสิ่งนั้นได้ แต่เวลาบอกว่า ตั้งโจทย์ขึ้นมาให้หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ อานาปานสติ กำหนดพุทโธต่างๆ เพื่อค้นหาหัวใจของตน

อาการๆ ไง กำหนดลมมันก็รู้ออกมาจากจิต พุทโธๆ มันก็รู้ออกมาจากจิต ทุกอย่างมันรู้ออกมาจากจิตทั้งนั้นน่ะ แล้วเราจะย้อนกลับเข้าไปหาจิต มันเลยสับสน พอเราสับสนขึ้นมา เวลาจะทำขึ้นมา เราก็ตั้งใจของเรา

เวลาตั้งใจของเรา เห็นไหม นี่มันอยู่ที่วาสนา คำว่า อยู่ที่วาสนา” บางคนทำแล้ว มันทำแล้วได้ผล บางคนทำแล้วอึดอัด ทำแล้วมันมีความโต้แย้งในการกระทำนั้นทุกๆ เรื่อง

นี่เริ่มต้นจากการภาวนานะ ถ้าการภาวนา เพียงแต่คำถามถามว่า เขาทำ ๒ ข้อนี้มันถูกหรือผิด คำว่า ทำ ๒ ข้อนี้ถูกหรือผิด” นะ

ฉะนั้น เราบอกว่า มันจะเริ่มต้นจากท่ามาตรฐาน ท่ามาตรฐาน ท่านั่งภาวนาก็นั่งขัดสมาธิ เวลาท่าเดินจงกรมก็ท่าเดินจงกรม นี่มันโดยท่ามาตรฐาน แต่เวลามีการกระทำไปแล้วมันบวก มันบวกไปด้วยว่าเวรกรรมของสัตว์ มันบวกไปด้วยความต้องการของคน มันบวกไปด้วยความถนัด ไอ้ที่บวกมาๆ ไอ้นี่เป็นตัวแปร พอตัวแปรขึ้นมาแล้ว แล้วจะทำอย่างใด

แต่เวลาโดยท่ามาตรฐานๆ นั่งสมาธิ เดินจงกรม นี่ท่ามาตรฐาน แล้วเวลากำหนดลมหายใจ อานาปานสติกำหนดลมหายใจเข้าออกๆ เวลากำหนดลมหายใจเข้าออกมันต้องมีสติ ถ้ามีสติขึ้นมา

เวลาคน ลมหายใจ เวลาคนเจ็บคนป่วยเวลาหายใจไม่ได้ เขาใช้ออกซิเจน ให้ออกซิเจนช่วยหายใจๆ ช่วยหายใจเพื่อเอาออกซิเจนเข้าไปในปอดเพื่อไปฟอกเลือด เพื่อต่างๆ นี่มันเรื่องของร่างกาย เรื่องของทางการแพทย์ เวลาหายใจไม่ออกก็ใช้ออกซิเจน

เวลาเราหายใจนี่เราหายใจทิ้งนะ คนปกติหายใจตลอดเวลา แต่หลวงปู่ฝั้นท่านบอกว่า หายใจทิ้งเปล่าๆ

แต่ถ้าเราตั้งสติ เราตั้งสติขึ้นมากำหนดลมหายใจ รู้ลมนั้น รู้ลมนั้น กำหนดลมหายใจก็ต้องรู้ลม ว่าตัวลมเป็นตัวอานาปานสติก็ไม่ใช่

มันรู้ตั้งแต่ตัวสติ ตัวสติที่ปลายจมูก รับรู้ผลกระทบนั้น นี่กำหนดลมนั้นๆ จิตกำหนดลม

เราจะบอกว่า ถ้าจิตมันจะสงบ ลมมันส่วนลมใช่ไหม แต่ถ้าเรามีกิริยา มีการกระทำ เราตั้งใจของเรา เราตั้งใจของเราแล้วเอาใจกำหนดรู้ กำหนดรู้

เวลาหลวงปู่มั่นท่านสอนมา อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ

เราเอาความรู้สึกของเรากำหนดรู้ลม ถ้ากำหนดรู้ลม กำหนดลมหายใจนี้มันส่งออก ออกไปรับรู้นั้นน่ะ แต่มันไม่ส่งออกไปที่ความคิด ไม่ส่งออกไปที่ความโกรธ ไม่ส่งออกไปที่ความโลภ ไม่ส่งออกไปที่จะอาฆาตมาดร้ายไปทำลายใคร มันส่งออกไปกระทบผลที่รู้ลมนั้น ถ้าผลรู้ลมนั้น นี่คืออานาปานสติ

แต่คนถ้าเขาไม่ได้กำหนด เขาไม่ตั้งใจกำหนดรู้ลมนั้น เราก็หายใจอยู่ ทำไมไม่เป็นอานาปานสติ ลมทั้งหมดก็ไม่เป็นอานาปานสติ คือจริงๆ แล้วมันเป็นวิธีการกระทำเพื่อจะค้นคว้าหาใจของตน จะทำใจให้เป็นสมาธิไง ทำใจให้มันสงบ

บอกว่าถ้าเป็นสมาธิ พอบอกว่าเป็นสมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา เราก็บอกว่าทำใจให้สงบเพื่อให้เป็นสมาธิ

ทีนี้มันก็เป็นการโต้แย้ง มันไม่มีความจำเป็น มันใช้ปัญญาไปเลย สมาธิแก้กิเลสไม่ได้

สมาธิ มันสุขภาพกาย สุขภาพจิต คนเรานะ พิการ คนเรานะ สมองเสื่อม คนเรานะ ร่างกายนี้ขับเคลื่อนไม่ได้มันจะทำงานอะไร

ไม่เป็นไร ไม่ต้องใช้ทำงาน ก็ใช้คิดงาน

คนเรามันก็ต้องร่างกายสุขภาพแข็งแรง ทุกอย่างพร้อม มันทำอะไรมันก็ทำได้ใช่ไหม คนที่แข็งแรงทำสิ่งใดมันทำแล้วมันได้ประโยชน์ คนพิการเขาก็ทำงานได้ เดี๋ยวนี้เขามีกฎหมาย โรงงานอย่างน้อยต้องจ้างคนพิการด้วย เพราะคนพิการมันเกิดมาโดยเวรโดยกรรม เกิดมาสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน

เราไม่ใช่ดูถูกคนพิการ เพียงแต่บอกว่า ถ้าทำโดยสมบูรณ์กับทำโดยความพิการก็ทำได้ทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้ามันโดยสมบูรณ์มันได้ผลงานที่ดีกว่า ความผิดพลาดที่น้อยกว่าต่างๆ นี่พูดถึงว่าถ้าร่างกายมันแข็งแรง

ทีนี้เวลาว่า สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ ไม่ต้องทำสมาธิ

เวลาคนเกิดมาสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงนี่เป็นบุญกุศล คนเรามีเวรมีกรรมขึ้นมา เกิดมาแล้วถึงพิการ เวลาพิการขึ้นมา บอกว่าผลของกรรมๆ

ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ยังไม่ทันเกิดเลย มันมีกรรมอะไรมันถึงพิการน่ะ

เวลาทางวิทยาศาสตร์พูดอย่างนี้พูดเพื่อจะบิดเบือน พูดเพื่อจะให้เห็นว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่มีเหตุผล

ก็ผมยังไม่ทันเกิดเลย อยู่ในท้องน่ะ มันพิการ แล้วมันเป็นกรรม กรรมอะไร

พอบอกเป็นกรรมๆ ขึ้นมา บางคนโต้แย้ง บางคนมีความขึงโกรธ บางคนเห็นว่าศาสนานี้เป็นการย่ำยี ศาสนานี้เป็นการเบียดเบียน ศาสนาเห็นแก่ตัว เลิกนับถือไปเลย

โง่ ภาษาเรานะ จะว่าโง่บัดซบ ถ้าจะให้พูดเต็มๆ คำ...

ไอ้โง่บัดซบ

นี่มันเป็นอนาคตังสญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ วิชชา ๓ บุพเพนิวาสานุสติญาณ อดีตชาติ จุตูปปาตญาณ อนาคตที่จะเกิดขึ้น อาสวักขยญาณ วิชชา ๓ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยวิชชา ๓ เป็นพระอรหันต์ประเภทหนึ่ง

นี่ไง แล้วเวลามันต้องมีเหตุมีผลว่ามันมาอย่างไร ทำไมมันเป็นอย่างนั้นน่ะ ฉะนั้น คำว่า พิการ” มันก็พิการโดยกรรมของสัตว์ เราทำสิ่งใดมา เราทำสิ่งนั้นมาแล้วมันให้ผลมาอย่างนี้ แล้วถ้าเราจะคิดแบบวิทยาศาสตร์ก็คิดแบบเราว่านี่

นี่ก็เหมือนกัน สมาธิไม่สำคัญๆ

สมาธิทำให้คนเรามีความทุกข์ความยากมันผ่อนคลาย มันปล่อยวาง ปล่อยวางชั่วคราว มันมีความสุขของมัน

คนเรานะ ถ้าสุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพจิตแข็งแรง โอ้โฮมันประเสริฐมาก แล้วไอ้ที่ว่าจะเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา ปัญญาที่การชำระล้างกิเลส ฆ่ากิเลส นั้นสาธุ ถ้าใครทำได้ก็สาธุ ถ้าตามข้อเท็จจริงนะ

แต่ส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วสำมะเลเทเมา แล้วอ้างว่าเป็นภาวนามยปัญญา อ้างว่าใช้ปัญญา...นั้นคือปัญญากิเลส กิเลสที่มันหลอกใช้ ที่มันควบคุมอยู่ แล้วเดินตามทางของมันแล้วยังไม่รู้สึกตัว

หนึ่ง ไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองหลงใหลไปกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วพยายามอ้างอิงว่า นี่เป็นการภาวนา นี่คือการใช้ปัญญา”...นี่เป็นโลกียปัญญา ปัญญาเกิดจากสมอง ปัญญาเกิดจากสามัญสำนึก มันจะเป็นภาวนามยปัญญาไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เวลาเพราะคนที่มันเป็นไปไม่ได้มันถึงไม่เห็นที่มาของศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลคือความปกติของใจ ใครที่ไม่ทำความผิดพลาดสิ่งใด นั่นน่ะคือศีลสมบูรณ์ ถ้าเกิดสมาธิ สมาธิคือจิตที่ตั้งมั่น สมาธิคือจิตไม่ส่งออกไปคิดเรื่องโลกๆ แล้วถ้าเกิดปัญญา ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร รอบรู้ในความคิด รอบรู้ในจิตของตน รอบรู้ในกิเลสตัณหาความทะยานอยากที่มันยึดมั่นถือมั่นในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม นั้นคือปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ไม่ใช่ปัญญาเกิดจากการศึกษา

ศึกษามา ๙ ประโยค ดูสิ นักปราชญ์สมัยโบราณศึกษามาจบ ๙ ประโยคแล้วมาเขียนหนังสือเป็นวิชาการในพระพุทธศาสนา แหมมันละเอียดลึกซึ้ง มันยอดเยี่ยม...นี่ก็โลกียปัญญา

มันนิยาม นิยายธรรมะ คือหลักการธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมะเป็นธรรมชาตินี่แหละ แล้วขยายความเปรียบเทียบไง ด้วยวุฒิภาวะ ด้วยภูมิของเขา ไอ้คนไปอ่าน โอ๋ยมหัศจรรย์ มหัศจรรย์” นี่ไง นี่โลกียะ โลกียปัญญา ปัญญาทางวิชาการ แล้วมันแก้กิเลสได้ไหม

ถ้าแก้กิเลสได้ คนเขียนต้องเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ไอ้คนที่แต่งธรรมะ แต่งนิยายธรรมะมา พวกนั้นต้องเป็นพระอรหันต์หมด แล้วเป็นไหม สึกออกไปมีครอบครัว เป็นไหม แล้วไปสร้างฐานะ บางคนสึกไป ๙ ประโยคกินเหล้าเมายาหัวปักหัวปำเลย เป็นไหม ไม่เห็นเป็นเลย

นี่โลกียปัญญา ปัญญาแบบโลกๆ แต่ก็จินตนาการกันแบบนี้ แล้วก็บอกว่าสมาธิไม่สำคัญ เพราะอะไร เพราะกูทำสมาธิไม่เป็น กูไม่เคยรู้จักสมาธิเลย แต่ดูปัญญากูสิ ยอดเยี่ยมๆ นี่ไง แล้วเขาก็จะหลงใหลอย่างนี้ไปตลอด

แต่ถ้าคำถามเขาทำอานาปานสติ เขากำหนดพุทโธ ถ้าจิตมันสงบเข้ามา จิตสงบเข้ามาแล้วมหัศจรรย์มาก

เยอะมากที่เวลาใช้ปัญญาไป ปัญญาโลกียปัญญา ปัญญาที่เกิดจากจินตนาการ ปัญญาที่เกิดจากการกระทำ ใหม่ๆ มันก็สดชื่น ใหม่ๆ มันก็แช่มชื่น ใหม่ๆ ก็มหัศจรรย์ มหัศจรรย์เพราะอะไร

เพราะแต่เดิมจิตนี้มันเป็นคนพาล มันพาลคิดแต่ทำร้ายตัวเอง พาลคิดแต่การทำลาย ทำแต่บาปกรรม เจตนาทำแต่บาปกรรม เย้ยหยันเหยียดหยามเขาไปทั่ว นี่ไง แล้วพอมันมีสติมีปัญญาขึ้นมา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่าทันอารมณ์ของตน พอเท่าทันอารมณ์ของตน อู้ฮูนี่ก็มหัศจรรย์ไง นี่ปัญญาๆ” เพราะอะไร

เพราะฉันไม่เคยทำสมาธิ แล้วเดี๋ยวสมาธิมันจะเกิดขึ้นเอง แล้วเดี๋ยวสมาธิมันจะเกิดขึ้นมาพร้อมกับปัญญา ปัญญาที่พิจารณาไปแล้ว สมาธิจะมาทีหลัง

เราฟังมาเยอะมาก ฟังมาเยอะมากคือว่า คนที่ภาวนาไม่เป็น คนที่หลงใหลไปแล้วเขาพยายามจะแก้ตัว พยายามจะแก้ตัวว่ามันเป็นมรรค พยายามจะแก้ตัวว่าสมาธิมาทีหลัง พยายามจะแก้ตัวว่าสมาธิมาแล้วเป็นมรรคโดยสมบูรณ์ กลัวว่ามันจะไม่เป็นมรรค

ยิ่งแก้ตัวมันยิ่งผูกพันกับตัวมันเองไปตลอด เพราะการแก้ตัวคือมึงไม่รู้มาตั้งแต่ต้น ถ้าคนรู้มาตั้งแต่ต้นจะรู้ว่าผิด ไม่ต้องแก้ตัว นี่พยายามจะแก้ตัว แล้วแก้ตัวไปบ่อยๆ ครั้งเข้า แล้วคนที่ภาวนาไม่เป็นมันเยอะ มันก็เลยมีการเชื่อว่าสมถะไม่สำคัญ สมาธิไม่สำคัญ

เราก็ไม่ได้พูดว่ามันจะต้องสำคัญเลอเลิศไปขนาดไหนหรอก แต่เราจะมาพูดให้เห็นว่า ถ้าคนมันไม่รู้ไม่เห็นเวลามันพูดออกมา มันเปิดอกมาหมดแล้ว

ถ้าสมาธิไม่สำคัญ สมาธิไม่จำเป็น แสดงว่าสติคนไม่จำเป็น คนเราเกิดมาก็ไม่มีความจำเป็น พ่อแม่ของเราก็ไม่ต้องมีความจำเป็น เราเกิดมาแล้วเรายอดเยี่ยม...อย่างนั้นหรือ

เฮ้ยเอ็งพูดอย่างนั้นน่ะ นี่ถ้ามันพูดมันชี้ชัดเลยว่าในใจเอ็งคิดอะไร ในใจของเอ็งมีอะไรเป็นปมในใจ เพราะเอ็งมีปมในใจอย่างนั้นเอ็งถึงพูดออกมาอย่างนั้น แล้วพอพูดไปอย่างนั้นแล้ว ทีนี้พอรู้ว่าพูดไปแล้วมันผิดพลาด โอ้โฮแก้ตัวเป็นพัลวันเลย สมาธิเป็นหินทับหญ้า สมาธิมาทีหลังก็ได้”...ไร้สาระ

คนเราสมาธิจะมาได้หรือไม่ได้ มรรคต้องสำคัญ ศีล สมาธิ ปัญญาต้องสมบูรณ์ มันสำคัญมาตั้งแต่ต้น ถ้ามันสำคัญมันสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น เราจะไม่พูดอย่างนั้น

คนที่เห็นนะ คนที่กตัญญูกตเวทีจากมรรคจากผล เขาจะไม่เย้ยไม่หยันไม่เหยียบย่ำธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หลวงตาท่านพูดเลย ไอ้พวกหมาบ้า หมาบ้ามันย้อนไปกัดหมดน่ะ มันย้อนไปกัดแม้แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่ถ้าเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะทำไม่ได้ ทำไม่ได้หรอก มันฝืนใจตัวเองไม่ได้ ถ้าใจตัวเองมันเห็นผลแล้วมันฝืนใจตัวเองไม่ได้ แต่ถ้ามันยังทำอยู่นั่นแสดงว่ามันไม่มีหัวใจ มันไม่มีหัวใจเลย อย่าว่าฝืนใจ...ไม่มีหัวใจ ไม่มีสิ่งใดเป็นคุณงามความดี ไม่มีสิ่งใดที่เป็นที่น่าเคารพนับถือ กูแน่กูเก่งอยู่คนเดียว เหยียบย่ำไปหมด นี่พูดถึงว่าสมาธิไม่สำคัญไง

โธ่ที่พูดกันมาปากเปียกปากแฉะ สมถะมันเป็นสมถะ มันแก้กิเลสไม่ได้ อานาปานสติน่ะ เวลาจิตมันฟุ้งซ่าน จิตที่มันผิดพลาด ผู้ที่กระทำแล้วผิดพลาดไปอย่างนี้มหาศาล แล้วถ้าเขาตั้งใจนะ กำหนดอานาปานสติ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พอจิตเขาสงบขึ้นมาได้บ้างเขาจะสังเวชตัวเขามหาศาลเลย

มีเยอะมากที่ย้อนกลับมาหาเรา สมาธิสำคัญครับ สมาธิสำคัญครับ” เพราะพอจิตเขาสงบแล้ว สิ่งที่เขาบอกเขาใช้ปัญญากันไป เขาฝึกฝนกันไป ที่เขาจินตนาการกันไป มันเหมือนกับคนจนได้เงินบาทสองบาทพอดำรงชีพได้ มีค่าทั้งนั้นน่ะ คนทุกข์คนจนนะ มีใครมาช่วยเหลือเจือจานเรา เราจะซาบซึ้งบุญคุณของเขา

นี่ก็เหมือนกัน คนมันฟุ้งมันซ่าน เวลามาศึกษาธรรมะแล้ว ใช้ปัญญาในการศึกษาธรรมะมาเปรียบเทียบ มันเห็นผลมันก็ปล่อยวาง นี่ปล่อยวางไง แต่มันไม่เคยทำสมาธิมันก็ว่ามันปล่อยวาง พอปล่อยวางแล้วเดี๋ยวกิเลสมันฟูขึ้นมา

พอกิเลสมันฟูขึ้นมา ไอ้ธรรมะที่ศึกษามามันเป็นธรรมะข้างนอก เหมือนยา ยาที่มันอยู่ในตู้กับไข้ที่อยู่ในร่างกายของเรา เวลาไข้มันฟูขึ้นมาแล้ว ยามันอยู่ในตู้ มันไม่อยู่ในร่างกายของเรา ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเรา มันแก้ไม่ได้หรอก มันก็มีความทุกข์ความยากของมัน พอความทุกข์ความยากของมัน มันดีดดิ้นแล้ว แล้วถ้าเขายังดีดดิ้น เขาหาทางออกไม่ได้

แต่ถ้าวันไหนเขาหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ที่เมื่อก่อนเขาดูถูกนี่แหละ เมื่อก่อนเขาดูถูกเหยียดหยามนะ สมถะแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิเป็นหินทับหญ้า” ที่เขาดูถูก ดูถูกอยู่นั่นน่ะ เขาดูถูกอยู่ แล้วเขาก็พยายามมาทำ พอจิตเขาสงบนะ พอจิตมันสงบเข้ามามันปล่อยวางหมดน่ะ

คนเรานะ มันเครียด มันตึงเครียดมาทุกๆ อย่างเลย แล้วมันปลอดโปร่งโล่งโถงเลย มันจะมีความสุขขนาดไหน มีความสุขไม่มีความสุขเปล่านะ พอมีความสุข จิตที่มันสงบแล้ว จิตที่มันมีกำลังแล้วมันจะไปเห็นนิมิต มันจะไปเห็นกายต่างๆ แต่เขาไม่เคยเห็นกาย เขาเคยเห็นนิมิต เขาบอก โอ้โฮพอจิตสงบมีความสุขแล้วมันจะไปเห็นนู่นเห็นนี่ เขาเริ่มพูดแล้ว

เพราะเอ็งบอกว่า นิมิต พวกที่สมถะเห็นนิมิต

เอ็งยังไม่เคยเห็นมันน่ะ เพราะพอเอ็งตึงเครียด เอ็งมาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มต้นพอเข้าใจสูตร มันก็พอปล่อยวาง แต่เวลานานเข้าๆ ยามันอยู่ในตู้ ไข้มันอยู่ในเรา มันแก้ไม่ได้หรอก พอแก้ไม่ได้ก็พยายามจะมาพุทโธๆ

พอพุทโธมันสงบขึ้นมา หรือใช้อานาปานสติ จิตมันสงบ มันเกิดความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์เพราะอะไร มหัศจรรย์เพราะเป็นสมาธิไง สมาธิที่มันบอกว่าหินทับหญ้าน่ะ สมาธิที่บอกว่าไม่จำเป็นนั่นน่ะ เพราะเอ็งไม่เคยเห็นไง พอเอ็งเห็นขึ้นมา อู้ฮูมหัศจรรย์ๆ มหัศจรรย์มันจะไปเห็นนิมิต พอเห็นนิมิตก็เข้าใจว่านั่นเป็นธรรมอีกนะ

มีมาหาเรา อู้ฮูเมื่อก่อนดูถูกดูแคลนไปหมด พอทำสมาธิขึ้นมาได้ โอ้โฮหลวงพ่อสุดยอดเลย เออหลวงพ่อ มันเห็นนิมิตนะ

ก็มึงบอกว่าทำสมถะจะเป็นนิมิตไง แล้วเวลามึงเห็นแล้วมึงมาบอก มึงทำไมไม่แก้มันล่ะ

ไม่แก้เพราะอะไร เพราะนี่เป็นคุณธรรม เห็นนิมิตขึ้นมามันคิดว่าเป็นธรรมอีกต่างหาก...ยัง

เห็นนิมิต นิมิตเป็นดอกไม้ริมทาง เวลาเดินทางไป สภาวะแวดล้อม สภาวะแวดล้อมในถนนหนทางในแต่ละชุมชนมันแตกต่างกัน สภาวะแวดล้อมที่มันดูมหัศจรรย์นะ ติดมันอีก

เขาไม่ได้ไปอยู่สภาวะแวดล้อมนั้น เขาให้เดินทางต่อไปเพื่อให้เข้าสู่มรรคสู่ผล

คนภาวนาไม่เป็นมันไม่รู้ไม่เห็นหรอก เที่ยวแต่วิเคราะห์วิจารณ์ แล้วมันพูดวิเคราะห์วิจารณ์แล้ววิเคราะห์วิจารณ์ไม่ถูกต้องด้วย ไม่สมความเป็นจริงด้วย

พอเวลามันสมกับความเป็นจริง เห็นนิมิตสิ่งใดเรารู้ รู้แล้วปล่อยวาง เรารู้แล้ว รู้แล้วกลับมาสู่ผู้รู้ของเรา ผู้รู้ของเรามันจะสงบระงับขึ้น มีกำลังขึ้นไป แล้วถ้ามันไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริงมันยิ่งมหัศจรรย์ขึ้นไปใหญ่เลย ยิ่งมหัศจรรย์เข้าไปใหญ่เลย

นี่ไง ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล ถ้าใจดวงใดมีมรรค ใจดวงนั้นมีผล นี่คือมรรคแท้ นี่คือมรรคที่เกิดจากจิต นี่คือมรรคของเรา

ที่ศึกษาๆ มา มรรคของพระพุทธเจ้า แล้วเขาเอามาเขียนนิยายธรรมะวิเคราะห์วิจารณ์กัน อู๋ยนู่นก็ไม่จำเป็น นี่ก็ไม่จำเป็น

ลมหายใจก็ไม่จำเป็น ออกซิเจนก็ไม่จำเป็น คนเราอยู่ได้โดยสูดลมทางทวาร...มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันตามข้อเท็จจริง ใครก็แล้วแต่จะฝืนความเป็นจริงในโลกนี้เป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นไปแล้ว ทั้งสังคมไทยเลย ทั้งสำนักปฏิบัติทั่วๆ ไปเลย

ถ้าพูดอย่างนี้นะ แสดงว่าสำนักนั้นภาวนาไม่เป็น ถ้าภาวนาเป็นนะ จะไม่ดูถูกศีล สมาธิ ปัญญา เพราะสมาธิมันเป็นมรรค แต่เวลาดูถูกไปแล้วพยายามจะปิดก้น ปิดแผลของตนไง มันมาทีหลัง มันมาพร้อมกับปัญญา มันมาพร้อมกับจิตที่มันจะรวม” แก้ไปเรื่อย

นี่พูดถึงว่า โดยพื้นฐานของศีล สมาธิ ปัญญา

ฉะนั้น เวลาทำความสงบแค่นี้แหละ คนที่ไม่เคยสงบเลย พอสงบแล้วมันก็ว่า โอ้โฮมหัศจรรย์ นี่สุดยอดเลย

สุดยอด ทำอย่างไรต่อ ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธิเขามีไว้ทำไม

เขามีไว้แก้คนที่ทุกข์ๆ ยากๆ คนที่กำลังจะเป็นจะตาย มันได้มีสมาธิเป็นเครื่องอยู่ มันมีสมาธิเป็นที่พึ่งที่อาศัย เวลาที่พึ่งที่อาศัยแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะก้าวหน้าไป

ถ้าไม่มีสมาธินะ มันเป็นโลกียปัญญา เป็นปัญญาสามัญสำนึก เป็นปัญญาของโลกๆ มันไม่ใช่ปัญญาของธรรม แล้วถ้ามันยังฝึกหัด เวลาเกิดสมาธิ เกิดความสงบแล้วฝึกหัดใช้ปัญญา

หลวงตาท่านสอนไง นั่นวิปัสสนาอ่อนๆ วิปัสสนาการรู้แจ้งกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของเรา วิปัสสนาคือการรู้แจ้งในจิตของเรา จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเรารู้แจ้งในจิตนี้ เราแก้ไขในจิตของเรานี้ นี่คือการภาวนา

ฉะนั้น อธิบายถึงว่า ภาวนาอานาปานสติ กำหนดพุทโธ นี่ถูกต้องหรือไม่

เราจะบอกว่า ถ้าเวลาปฏิบัติ ท่ามาตรฐานคือท่านั่งสมาธิ ท่ามาตรฐานคืออานาปานสติ ท่ามาตรฐานคือพุทโธ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง

แต่เวลาเราทำของเรา เขาบอกว่าเขาพุทโธไม่ได้ เขาพุทโธแล้วมันอึดอัด เขาถึงใช้อานาปานสติไปก่อน สุดท้ายแล้วเวลาจิตมันสงบแล้วมันส่งออก เขาถึงกำหนดพุทโธ

นี้คืออุบาย นี้คือวิธีการ การทำงานหน้างาน หน้างานนั้นเราต้องหาวิธีการที่เราพยายามจะทำงานของเราให้สำเร็จ

เวลาเราบอกว่า เวลานั่งสมาธิต้องหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เราก็หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ มันมีอะไรมา เราแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ

แต่ถ้ามันเริ่มต้นจากคนที่อ่อนแอนะ คนที่ไม่เอาไหน เวลามีอะไรเราต้องมีสัจจะ เราต้องฝืนทน ฝืนทนเพื่อสัจจะเพื่อให้ข้ามวิกฤตินี้ไป

แต่ถ้าเวลาภาวนาไปแล้ว เพราะการภาวนาเรา เราภาวนา ๒๔ ชั่วโมง ภาวนาตลอดชีวิต มันจะมีอุปสรรคร้อยแปด กิเลสมันจะพลิกจะแพลง

หลวงตาท่านบอก เวลากิเลสมันนอนหลับ โอ้โฮภาวนาดี๊ดี เวลากิเลสมันตื่นขึ้นมา ล้มลุกคลุกคลานเลย

นี่ก็เหมือนกัน กิเลส พอเราทำความสงบได้ พอกิเลสมันรู้ทันแล้วว่าจิตดวงนี้มันทำความสงบได้ จิตดวงนี้มีทางออก มันจะมีอุบาย มันจะมีทางมาหลอกมาล่อ เราจะใช้อุบาย อุบายวิธีการคือวิธีการต่อสู้กับมัน วิธีการพลิกแพลง

ฉะนั้นบอกว่า ถ้ากำหนดอานาปานสติได้มันก็เป็นประโยชน์

แล้วเวลาบอกว่า จิตออกไป ส่งออกไปแล้วค่อยมาพุทโธ

พุทโธก่อนก็ได้ อานาปานสติก่อนก็ได้ เราแก้ไขของเรา ทำอย่างไรก็ได้ให้จิตของเราสงบให้ได้ ถ้าจิตสงบแล้วให้เราระลึกถึงวิธีการที่เราทำ จำสิ่งที่เราทำที่จิตมันลงสู่ความสงบนี้ได้เป็นมาตรฐาน แล้วเราพยายามจะทำอย่างนี้

แล้วเวลาจิตมันก็ว่า ไอ้นู่นดีกว่า ไอ้นี่ดีกว่า ไอ้นี่ง่ายกว่า ไอ้นี่ยากกว่า” นี่มันจะทำให้เราผิดพลาด

การประพฤติปฏิบัติเหมือนการออกกำลังกาย การออกกำลังกายบ่อยๆ เพื่อสุขภาพกายแข็งแรง เราพยายามทำความสงบของใจขึ้นมาเพื่อสุขภาพจิต แล้วสุขภาพจิต เวลาออกกำลังกายมีแต่เหงื่อ แต่หายใจปลอดโปร่งหมดนะ สุขภาพแข็งแรง

เราหัดภาวนา หัดภาวนาของเราเพื่อสุขภาพจิต ถ้าสุขภาพจิต เราก็ฝึกหัดภาวนาบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำของเราไป พยายามฝึกหัดหาวิธีการ

นี่พูดถึงว่า ท่ามาตรฐานการนั่งสมาธิ อานาปานสติหรือพุทโธ เข้าหรือออก อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ มันอยู่ที่วิธีการที่เราจะแก้ไขของเรานะ นี่ข้อที่ ๑.

การเดินจงกรมต้องมีท่าเดินที่ตายตัวหรือไม่ โยมเดินโดยกำหนดรู้เท้าเวลาเดิน คือกายคตาสติ

ไอ้นี่เขาคิดของเขาไปนะ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตสงบแล้วพิจารณากาย แต่ถ้าเราจะดูกายๆ มันเป็นการท่อง ดูการท่อง เพราะบางสำนักเขาบอกว่าให้เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เขาไม่ท่องพุทโธนะ เขาท่องเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี่การท่องเอาไง

แต่เวลาพระจะไปบวช บวชกับอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ให้กรรมฐาน ๕ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ให้ใช้สติให้ใช้ปัญญา ให้ใช้จิตพิจารณาให้ทะลุผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี่คำท่องเป็นคำบริกรรม การใช้ปัญญาคือการแยกแยะการพิจารณา มันคนละเรื่องกัน

ฉะนั้นบอกว่า ใช้กายคตาสตินี่ไม่ใช่ กายคตาสตินี่คือว่าปกติของเรา เราเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อความสงบ พอความสงบแล้ว จิตสงบแล้วไปเห็นกายานุปัสสนา เห็นกายแล้ว นั่นจะเป็นวิปัสสนา ไอ้นี่ความเห็นอันหนึ่ง นี่เราแก้ไขตรงนี้ก่อน 

ฉะนั้นบอกว่า สิ่งที่ว่าเดินจงกรมมีการตายตัวหรือไม่

เดินจงกรมเราก็เดินจงกรมไป ถ้าหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธไป กำหนดอานาปานสติก็ได้ เดินจงกรมไป เดินจงกรม เดินจงกรมคือกิริยาการเดิน เดินเพื่อให้จิตสงบ ทีนี้กิริยาการเดิน ท่ามาตรฐานคือท่าเดิน แล้วเวลาเดินแล้วมันมีอุบาย อุบายคือความคิดที่ต่อสู้กับความคิดในใจของตน

ความคิดในใจของตน กิเลสมันก็ใช้ความคิดนี้เข้ามาพลิกแพลงเพื่อให้เราล้มเหลว ถ้าเราตั้งสติของเราขึ้นมา เรามีสติปัญญาขึ้นมาว่าเราเห็นโทษของการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย เราเห็นโทษที่ปล่อยให้โคถึก ปล่อยให้กิเลสมันจูงหัวใจนี้ไปกระทบกระเทือนข้างนอก ตอนนี้เรามาเดินจงกรมอยู่นี้เราก็ต้องการความสงบ ถ้าเราพิจารณาแล้วปัญญาเท่าทันกิเลส มันก็ไม่ชวนคิดออกไปข้างนอก เราก็พุทโธของเราไป ใช้ปัญญาของเราไป

เดินจงกรม ท่ามาตรฐาน ท่าตายตัวไม่มี ถ้าท่าตายตัวมีนะ พระพุทธศาสนามีปัญหาทันทีเลยล่ะ เพราะคนที่พิการเขาเดินไม่ได้ คนแก่คนเฒ่าเขาเดินไม่ได้ ท่านอนก็ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน

แล้วเวลาเดิน ในสมัยพุทธกาลนะ พระโสณะเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เดินจงกรมไม่ไหว คลานไป คนที่เขามีศรัทธามีความมั่นคง เขาคลานก็ได้ เขากลิ้งก็ได้ กลิ้งภาวนานะ คนที่จริงจังเขาทำจริงจังมากๆ

มันถึงท่ามาตรฐานก็ท่าเดินจงกรม แต่วิธีการอื่น วิธีการหลบหลีกอื่นมันมี นี่อุบายพิจารณาของเราไป

นี่พูดถึงว่า เขาถามถึงท่ามาตรฐาน ท่าเดินจงกรมที่มันตายตัวมีไหม

ฉะนั้น เพราะว่าถ้าเป็นครูบาอาจารย์ของเรานะ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อจิตสงบ สำคัญคือว่าจิตสงบ จิตเป็นสมาธิ สำคัญว่าจิตเป็นสมาธิแล้วจิตยกขึ้นสู่วิปัสสนา เวลาวิปัสสนามันก็อยู่ในท่านั่ง อยู่ในท่าเดินนั่นแหละ ท่าเดินและท่านั่งเป็นทั้งสมถะ เป็นทั้งวิปัสสนา

เป็นทั้งสมถะคือทำความสงบของใจเข้ามาแล้วก็ยกขึ้นสู่วิปัสสนาก็ในท่าเดินและท่านั่งนั่นแหละ ฉะนั้น เวลาท่านั้นเป็นกิริยา ฉะนั้น อุบายวิธีการที่จะพลิกจะแพลง จะต่อสู้ จะการกระทำ มันจะพัฒนาของมันขึ้นเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป นี่พูดถึงการฝึกหัดภาวนา ภาวนาเพื่อให้หัวใจเราเข้มแข็งนะ

ฉะนั้น เวลาที่เราทำ เรากลับไป กลับไปฝึกหัดภาวนา แล้วทำให้มันถูกต้อง เพราะที่เราภาวนากันอยู่นี้เราภาวนาเพื่อจิตสงบ เราภาวนาฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญาใคร่ครวญในกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของเรา นี่พูดถึงบาทฐาน หน้าที่ หน้าที่ของคนที่มีสติมีปัญญาจะค้นคว้าหาอริยทรัพย์

คำว่า ทรัพย์สมบัติ” ทุกคนก็แสวงหานะ คำว่า อริยทรัพย์” มันเป็นสมบัติของใจ แล้วสมบัติอย่างนี้มันหาได้ยาก มันหาได้ยากเพราะอะไร เพราะคนไม่สนใจ

คำว่า ไม่สนใจ” คือความไม่เชื่อ ไม่เชื่อหรือปฏิเสธนี่มันส่งออก เรามีงานทำ เรามีความรับผิดชอบ เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เราจะทำงานได้ประสบความสำเร็จ นี่งานทางโลก งานสาธารณะที่มอบไว้ให้กับโลก

แต่งานของเรา งานของเรายังไม่ได้ทำเลย แล้วไม่ทำ คิดว่ามันไม่มีความจำเป็น เพราะไม่มีใครรู้ใครเห็นถึงการกระทำความดีของเรา แต่ถ้าเราทำหน้าที่การงานประสบความสำเร็จ ทุกคนจะชื่นชมเรา นี่มันเลยเป็นหน้าที่ที่เราเกิดมากับโลก เป็นผลงานของโลก ไม่ใช่ผลงานของเรา

ถ้าผลงานของเรา เข้าสู่ป่าสู่เขา เข้าสู่ในห้องพระ เข้าสู่การกระทำของเรา ทำอยู่คนเดียวไม่มีใครรู้ รู้แต่จิ้งจกตุ๊กแกมันเห็น แต่คนไม่เห็นหรอก นี่งานของเรา หน้าที่ของเรา แล้วเวลาเลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพชอบในหัวใจของเรา หน้าที่การกระทำจะเป็นประโยชน์กับเรา นี่ต้องเป็นคนที่จิตใจเข้มแข็ง จิตใจที่มีหลัก

ดูสิ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติมาตั้งแต่วัยรุ่น ท่านประพฤติปฏิบัติมาตั้งแต่เด็กๆ สามเณรน้อยบวชมาตั้งแต่เด็กๆ นะ ครูบาอาจารย์ของเราน่ะทั้งชีวิต ตั้งแต่เด็กน้อยจนชราภาพ จนชราคร่ำคร่า สิ้นชีวิตนี้ไป อยู่ในธรรมและวินัยนี้ อยู่ในเพศของสมณะ อยู่ในการกระทำนี้ ท่านมีความสุขตั้งแต่ปฏิบัติจนมรณภาพไปนี่ครูบาอาจารย์ของเรา

นี่พูดถึงว่า ถ้าคนที่ไม่เห็นคุณประโยชน์ ไม่เห็นความดี เขาถึงไม่ทำ แต่ถ้าคนเห็นคุณงามความดี เห็นประโยชน์ เขาทำ เขาพอใจของเขา จบ

ถาม เรื่อง ชาวนากับสัมมาอาชีโว

กราบรบกวนหลวงพ่อ ขอโอกาสถามเพื่อคลายความกังวล พอดีผมได้ฟังไลฟ์ย้อนหลังของหลวงพ่อเรื่อง สัมมาอาชีพ” หลวงพ่อได้ยกตัวอย่างว่าชาวนาเป็นสัมมาอาชีพ ตัวผมเองกำลังจะเปลี่ยนงานไปเป็นชาวนา แต่มีความกังวลเรื่องสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในนา กับการที่เราต้องฉีดยาต่างๆ กลัวจะเป็นบาป ขัดต่อธรรม ขัดต่อการภาวนา

ถ้าผมจะฉีดยา ผมอธิษฐานจิตบอกสรรพสัตว์ในแปลงนาก่อนจะฉีดยา แล้วให้เวลา ๑๓ วันในการหนีและย้ายถิ่น จิตผมไม่ประกอบไปด้วยเจตนาจะทำร้ายหรือฆ่าแกงกัน หรือเบียดเบียนเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนตาย แล้วทำการฉีด แบบนี้ผมจะผิดศีล หรือทำให้ศีลของผมด่างพร้อยไหมครับ กราบนมัสการขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูง

ตอบ นี่คำถามเนาะ สัมมาอาชีพๆ สมัยพุทธกาล เราอ่านพระไตรปิฎก เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกบวช เวลาออกบวชแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม โอ๋ยมันเป็นข่าวที่ยิ่งใหญ่มาก กษัตริย์ในเมืองออกบวช ออกบวชกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามหาศาล

ชาติตระกูลใดออกบวชๆ ออกบวชเพราะอยากจะเป็นกษัตริย์ อย่างเทวทัต อย่างพระนันทะ อย่างพระอานนท์ นี่เป็นญาติพี่น้องขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเชื้อสายทั้งนั้นนะ

ฉะนั้น เวลามีคนออกบวชกันมากๆ ในนครราชคฤห์ ในเมืองต่างๆ มันก็มีพี่น้องตระกูลหนึ่งว่า มีคนออกบวชมากมายเลย แล้วเราสองคนพี่กับน้อง คนหนึ่งต้องออกบวช

ไอ้คนพี่บอกว่าผมจะบวช ให้น้องอยู่ ไอ้น้องก็บอกว่าผมจะบวช ให้พี่อยู่ ต่างคนต่างอยากจะบวชทั้งนั้นเพราะอยากจะได้สัมมาอาชีพนี่ไง

แล้วถ้าคนอยู่ มีคนเขาก็มานั่งคิดว่าเขาจะทำหน้าที่อะไร เรื่องการคิดคำนวณ เรื่องบัญชี เรื่องนั้น อันนี้ก็เป็นอาชีพหนึ่ง มันต้องคิดต้องคำนวณร้อยแปด มันไม่สะอาดบริสุทธิ์อะไรทั้งสิ้น สุดท้ายแล้วนะ อาชีพที่สะอาดบริสุทธิ์ สัมมาอาชีพในสมัยพุทธกาล...ชาวนา

ชาวนาสมัยนั้นมันยังไม่มียาฆ่าหญ้า มันยังไม่มียาฆ่าสัตว์ มันยังไม่มีการทำลาย แต่มันก็มีเรื่องการเผานี่มี ถ้ามันมีขึ้นมาแล้ว สิ่งนี้สัมมาอาชีพๆ แล้วสัมมาอาชีพจริงๆ นะ

ดูสิ เราย้อนดูในประวัติศาสตร์โลก ประวัติศาสตร์โลก แต่เดิมมนุษย์ล่าสัตว์ ยังทำกสิกรรมไม่เป็น การทำเกษตร การทำกสิกรรมขึ้นมามันทำให้เกิดเมือง เกิดบ้านเมืองขึ้นมา พอเกิดบ้านเมืองขึ้นมา เพราะบ้านเมืองขึ้นมา คนต้องอาศัยอาหาร อาหารนี้สำคัญมาก สมัยก่อนอาหารสำคัญมาก

เพราะสำคัญมากแล้ว สัมมาอาชีพ สัมมาอาชีพเพราะการเกษตรกสิกรรมมันเป็นเรื่องไม่ทำร้ายใครไง สัมมาอาชีพ อาชีพที่ไม่สะอาดบริสุทธิ์ อาชีพค้าอาวุธ อาชีพค้าเรื่องการพนัน อาชีพการค้าเครื่องมือจับสัตว์ต่างๆ เพราะเวลาเรียนนักธรรมตรีมันจะมีทั้งนั้นน่ะ สัมมาอาชีพ แล้วก็มิจฉาอาชีพต่างๆ เลือกกันมา

ฉะนั้น อาชีพชาวนาๆ ในพระไตรปิฎกยืนยันเลย อาชีพที่สะอาดบริสุทธิ์คือชาวนา ทีนี้พอชาวนาขึ้นมาแล้ว เดี๋ยวนี้ชาวนา ชาวนาเป็นอาชีพที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย พอชาวนาทำมาแล้วมันต้องพ่อค้าคนกลาง พ่อค้าคนกลางกำหนดราคาหมดน่ะ

แต่ถ้าเป็นชาวนาที่ฉลาดนะ เพราะสิ่งที่มันจะแก้ไขได้มันต้องเกิดสหกรณ์ ถ้ามีสหกรณ์ มีกำหนดราคา ผู้ผลิตเป็นผู้ขายนี่สบายมากเลย แต่เพราะสังคมเมืองไง

สังคมไหนมีความร่มเย็นเป็นสุข สังคมไหนรักสามัคคีกันนะ มันจะส่งคนมายุมาแหย่มาทำลายทั้งสิ้นน่ะ ให้แตกกัน แล้วคนกลางกำหนด ชาวนาเราเลยเป็นชาวนาที่ทุกข์จน แต่อาชีพของเราก็ยังเป็นอาชีพอยู่ นี่มันเป็นเรื่องของสังคม

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าสัมมาอาชีพๆ อาชีพที่สะอาดบริสุทธิ์ อาชีพที่ดีงาม ถ้าอาชีพที่ดีงาม เวลาเราเทศน์นะ เรายังบอกเลย เวลาเลี้ยงชีพชอบๆ มันไปเลี้ยงชีพเลี้ยงร่างกาย แล้วถ้าเป็นมรรคๆ เลี้ยงชีพชอบๆ เห็นไหม

อารมณ์เวลาโกรธขึ้นมา เราเอาความโกรธ เราเอาโรคภัยไข้เจ็บยัดเข้าไปในหัวใจของเรา เพราะจิตนี้มันเสวยอารมณ์ อาหารของจิตคือการเสวยอารมณ์ คือความคิดเป็นอาหารของจิต จิตนี้มันหิวมันกระหาย อะไรมามันกินหมดน่ะ

ถ้าเป็นมรรคละเอียดเข้าไปนะ มันจะละเอียดเข้าไป นี่สัมมาอาชีพ เวลาสัมมาอาชีพในมรรค นั่นอาชีพเลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพชอบคือตั้งปัญญาชอบ มีความชอบธรรม

มีความชอบธรรมคือภาวนามยปัญญา ปัญญาที่ชำระล้างกิเลส นั่นน่ะเลี้ยงชีพชอบ เป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา มันละเอียดเป็นชั้นๆ เข้าไปนะ นี่เวลาคนปฏิบัติไป เห็นไหม

สังคมเราสังคมของชาวพุทธ เรื่องการอยู่ในสังคมนี่เรื่องหนึ่ง เวลาบวชพระขึ้นมาแล้วเวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาปฏิบัติขึ้นมาเข้ามาสู่มรรคภายในหัวใจ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วเวลามันเป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา คือมรรคที่มิจฉา คือทำความผิดพลาด มันเป็นมิจฉามรรค ถ้ามันเป็นสัมมา เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนที่ไม่ควรเสพ อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยคนี่ไง สัมมาอาชีวะกับมิจฉาอาชีวะ เวลามันสมดุล มันเป็นกลาง กลางอย่างไร มันเป็นจริงอย่างไร

นี่พูดถึงว่า ประพฤติปฏิบัติเข้าไปในใจของตนมันจะเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนาที่ว่า มีหยาบ มีกลาง มีละเอียด เวลาในหยาบ ในกลาง ในละเอียด มันจะมีชั้นเข้าไปเป็นชั้นๆ เข้าไป

ฉะนั้น สัมมาอาชีพ ฉะนั้น เพียงแต่คำถามว่า พอดีมันไปฟังในไลฟ์ย้อนหลังก็ไปได้ยินเข้า

แต่เรื่องนี้มันไม่ต้องได้ยิน เพราะมันชัดเจนมาตั้งแต่ ,๐๐๐ กว่าปีแล้ว มันอยู่ในพระไตรปิฎก เพราะว่าในพระไตรปิฎก เวลาชาติตระกูลต่างๆ ที่จะออกบวช หรือชาติตระกูลต่างๆ ที่เขาจะส่งมอบมรดกต่อกัน เขาถกเถียงกันเรื่องอย่างนี้ เพราะอะไร

เพราะธรรมดาใช่ไหม อย่างเรา ถ้าเราไม่สนใจพระพุทธศาสนาเลย เราก็เฉย แต่พอเราสนใจขึ้นมาแล้ว โอ๋ยศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ มันจะวิเคราะห์วิจัยแล้ว มันจะพยายามทำให้ดีขึ้นๆ ถ้าทำให้ดีขึ้น มันเป็นไปได้ มันเพื่อประโยชน์กับตน

เวลาคนเรา เหมือนเราทำวัคซีน ไปให้หมอทิ่มเจ็บน่าดูเลย ทำวัคซีนเพื่อป้องกันตัว พอคนเราศรัทธาขึ้นมาแล้วเราก็จะมีศีล ศีลเป็นวัคซีนที่ป้องกันกิเลสในใจของตน

เวลาคนถ้ายังไม่เห็นโทษ มันก็จะไม่เห็นคุณประโยชน์ เวลามันเห็นโทษขึ้นมาแล้ว มันเห็นคุณประโยชน์ของศีล ของสมาธิ ของปัญญา

โต้แย้งโต้เถียงกันว่าอะไรผิดอะไรถูกกันนะ แล้วเพื่อประโยชน์กับตน ฉะนั้น เวลาภาวนาไปแล้ว ไอ้นั่นมันเรื่องโลกแล้ว โลกกับธรรม

เวลาเป็นธรรมๆ ที่ว่าเวลาปฏิบัติ ปัญญาภายนอก ปัญญาภายใน ปัญญาภายนอกคือความคิด ปัญญาภายในก็ดื่มน้ำเข้าไป มันอยู่ข้างใน

โอ้โฮฟังแล้วเรางงเลยนะ มันภายนอกหมด ความคิดทั้งหมดเป็นภายนอก เวลาภายใน สัมมาสมาธิ ถ้าเป็นสมาธิขึ้นมามันย้อนกลับ นั่นล่ะจะเป็นภายใน ภายนอกกับภายในตรงสมาธินี่แหละ

ความคิดทั้งหมด ใครคิดกันน่ะภายนอกหมด

ถ้าจะเป็นภายใน สัมมาสมาธิ พอสัมมาสมาธิจิตตั้งมั่น มันคิดจากจิต จิตมันอยู่ภายใน ย้อนกลับเข้ามา มันภาวนามันจะย้อนกลับเข้ามา

นี่พูดถึงว่า ถ้าสัมมาอาชีพ อาชีพชาวนา นี่ในพระไตรปิฎก เพราะเขาไม่ทำร้ายไม่ทำลายสิ่งใดทั้งสิ้น เวลาทำก็ทำมาเพื่อประโยชน์ มันเป็นอาหาร อาหารของชาวโลก

ฉะนั้น สิ่งที่ว่านี่อยู่ในพระไตรปิฎก หนึ่ง แล้วเวลาคนถาม ถ้าเขาเป็นอาชีพชาวนาๆ อาชีพชาวนาเป็นสัมมาอาชีพ แต่ชาวนาสัมมาอาชีพแล้วเราทำ หนึ่ง เรามีศีล ไม่มุสา ไม่ต่างๆ อันนี้เป็นเรื่องของเรานะ อย่าว่า อู๋ยเราทำอาชีพนี้มันเป็นอาชีพที่ผิด อาชีพที่ทำลายกัน เราจะทำอาชีพที่สะอาดบริสุทธิ์

นี่เป็นแค่อาชีพ อาชีพเป็นอาชีพ เพราะคนอยู่ในอาชีพใด เขาเป็นคนโกงก็มี เป็นคนดีก็มี ทุกอาชีพมีทั้งคนดีและคนเลว ทุกอย่างมีทั้งคนดีและคนเลว ไอ้อาชีพส่วนหนึ่ง เราจะบอกว่าเป็นอาชีพแล้ว มีอาชีพแล้วต้องมีศีล มีศีลแล้วต้องปฏิบัติที่ดี

แต่เขาปฏิบัติที่ดี เพราะคำถามเขาบอกว่าเขาอยากมีอาชีพนี้ เพราะทำแล้วมันไม่เป็นบาปเป็นกรรม ไม่ขัดต่อธรรม ไม่ขัดต่อการภาวนา

ถ้าไม่ขัดต่อการภาวนา เรามีเป้าหมายไง เรามีเป้าหมายเพื่อฝึกหัด เพื่อภาวนา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วเราพยายามจะประพฤติปฏิบัติให้มีคุณธรรมขึ้นมา เราอยากได้อริยทรัพย์ อยากได้สัจจะได้ความจริงขึ้นมา

ฉะนั้น เวลาทำนาขึ้นมาแล้ว อย่างเช่น ถ้าอาชีพของเขา ถ้าเขาจะฉีดยา เขาจะอธิษฐานจิตก่อน

ฉีดยานะ มันมีอยู่แล้ว เราทำสิ่งใดเรามีเจตนาที่ดีทั้งสิ้น แต่ในเมื่อเราจะทำงาน มันมีสิ่งที่กีดขวาง เราต้องทำอย่างนั้นน่ะ เราก็มีเจตนาที่ดี บอกก่อน เคาะก่อน เราบอกเขาก่อน

เหมือนคนเราทำสิ่งใด เราคุยกันเราเจรจากัน เจรจาเพื่อความสงบระงับ ถ้าเจรจาไม่ได้มันก็เป็นตามสิทธิ์ ตามสิทธิ์ที่เป็นจริง แต่ของเรา เรามีความเมตตา แม้แต่คน แม้แต่สัตว์ แม้แต่ทางโลก

ทีนี้บอกว่า การฆ่าสัตว์ๆ เวลามาทำอาชีพเกษตรกรรม ฉีดยาฆ่าหญ้าๆ นี่ฆ่าสัตว์ ฆ่าแมลงไปมากมายมหาศาล อันนั้นมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น

แต่ถ้าเราจะหลีกเลี่ยงได้ เราไม่ทำ เราใช้จุลินทรีย์ต่างๆ มันก็เป็นประโยชน์ได้ แต่มันก็เป็นความเหนื่อยยากขึ้นมา นี่พูดถึงเกิดมาแล้วมันมีความทุกข์ความยากอย่างนี้ นี่มันถึงเป็นสัจจะเป็นความจริงไง

ทุกข์คือความทนอยู่ไม่ได้ แล้วเราจะแสวงหาทางออก เราต้องมีอาชีพ เราจะเป็นอาชีพชาวนา เราทำของเราได้ แล้วอย่างที่ว่านี่ทำได้ ทำได้ เพราะคนเรามันต้องทำ คนเราต้องมีอาชีพ คนเราต้องมีหน้าที่การงาน

ถ้าไม่อย่างนั้นก็มาบวชพระ บวชพระขึ้นมาก็ให้ขยันขันแข็ง เช้าออกบิณฑบาต แล้วมันกลิ่นศีลกลิ่นธรรม กลิ่นศีลกลิ่นธรรมหอมทวนลมนะ กลิ่นศีลกลิ่นธรรมของเรา สิ่งที่บิณฑบาตมีมาทั้งนั้นน่ะ

ในพระไตรปิฎกเราอ่านมาสองรอบ ในพระไตรปิฎกนะ มีแต่พระสีวลีที่ว่าอุดมสมบูรณ์มาก พระที่ขาดแคลนมาก พระที่ทุกข์ยากมาก แล้วพระแต่ละองค์ที่เข้าไปประพฤติปฏิบัติในป่าแล้วไปเจอวิกฤติ ไปเจอผี ไปเจอสิ่งมหัศจรรย์ วิ่งมารายงานพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าแก้ ในพระไตรปิฎกเยอะแยะ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา

เวลาเราปฏิบัติ เราศึกษามาจากครูบาอาจารย์ ไปปฏิบัติมามีทุกข์มียากอย่างไรมา หลวงปู่มั่นสั่งอย่างไรมา อ่านไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เวลาเรื่องของเราจริงๆ ขึ้นไปหาหลวงตา หลวงตาถีบตกกุฏิเลย

ถ้าเรื่องของเรา เรื่องของเรา เราจะถามเองไง ถ้าเรื่องของเรามันเรื่องโดยตรงเลย นี่ที่หาครูหาอาจารย์หาอย่างนี้ หาครูหาอาจารย์ หาครูหาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติที่เป็นแบบอย่าง

แล้วเป็นแบบอย่างที่ดีนะ แล้วมันแบบว่ามันลงใจไง ลงใจคือแบบว่ามีนิสัย ได้นิสัย เห็นคุณค่าของท่าน เห็นคุณค่าของท่านแล้วพยายามทำให้ใจเราเห็นคุณค่า ให้ใจเรามีคุณค่า พอใจเรามีคุณค่าขึ้นมามันจะเกิดมรรคเกิดผล แล้วมันเข้าใจหมดเลย มันเข้าใจหมดเลย มันเข้าใจเรื่องกิเลส เข้าใจเรื่องวิธีการค้นคว้าหากิเลส เข้าใจเรื่องภาวนามยปัญญาที่ต่อสู้กับกิเลส

หลวงตาท่านเทศน์นะ โอ้โฮมันน่าดูเลยนะ ระหว่างกองทัพกิเลสกับกองทัพธรรมที่เข้าประหัตประหารกันน่ะ กองทัพธรรม กองทัพธรรมคือศีล สมาธิ ปัญญา กองทัพกิเลสคือความยึดมั่นถือมั่น คือความเห็นแก่ตัว เวลามันเข้าไปเผชิญกันน่ะ โอ้โฮเพราะอะไร

เพราะมันเกิดในหัวใจของท่าน ที่ท่านเทศน์ๆ เวลาจิตของท่านดี มันเกิดเป็นกองทัพธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคมันสมบูรณ์ไง เข้าประหัตประหารกับกิเลส กิเลสคือความหลงใหล กิเลสคือความผิดพลาด กิเลสคือความเห็นแก่ตัวในใจ เวลาสู้กันนะ มันหนีหมดน่ะ กองทัพธรรมชนะ

ท่านบอกว่า หัวใจเหมือนเก้าอี้ดนตรี ถ้ากองทัพธรรมชนะมานั่งอยู่บนเก้าอี้นั้น โอ้โฮมีความสุขมาก แต่ถ้าวันไหนสติ สมาธิมันอ่อนแอนะ กองทัพธรรมอ่อนแอนะ กิเลสมันโหมเข้าใส่นะ มันไล่มานะ เราเชื่อมันหมดเลยนะ กิเลสได้นั่งเก้าอี้นั้นนะ โอ๋ยธรรมหายหมดเลย

เวลาหลวงตาท่านเทศน์นะ ท่านพูดถึงกองทัพธรรมกับกองทัพกิเลสต่อสู้กัน ประหัตประหารกันบนหัวใจท่านน่ะ ฟังแล้วมันสนุก เพราะอะไร เพราะเหมือนเราดูหนังเลย มันชัดเจนเลย แต่คนไม่เคยภาวนาไม่รู้ มันมีด้วยหรือ กองทัพกิเลสหรือ

คนถามบ่อย เฮ้ยมีกองทัพกิเลสด้วยหรือ มีกองทัพธรรมด้วยหรือ...แสดงว่าไอ้นี่ไม่เคยเห็นศีล สมาธิ ปัญญา ไอ้นี่ไม่เคยเห็นกองทัพกิเลส แล้วเขาไม่เคยมีสติปัญญาต่อสู้กับกิเลสเขาเลย

มันมีกองทัพกิเลส กองทัพธรรม กองทัพธาตุขันธ์ต่อสู้ประหัตประหารกัน อู๋ยมันเกิดอย่างนั้นจริงๆ แล้วมันเกิดขึ้นมา นี่ไง ดวงใจดวงใดไม่มีมรรค ดวงใจดวงนั้นไม่มีผล

ดวงใจดวงนั้นมีมรรค มีมรรคคือมีกองทัพธรรมต่อสู้กับกองทัพกิเลส ที่กองทัพธรรมมันไปจิกหัวมันมา ไปจิกหัว ไปเห็นมัน ลากมันออกมา ลากออกมาจากที่ซ่อนแล้วมาพิจารณาใคร่ครวญโดยวิปัสสนา

วิปัสสนาคือการรู้แจ้งในกิเลสตัณหาความทะยานอยากในการคลี่คลาย นั่นน่ะ กองทัพกิเลสกองทัพธรรม ต่อสู้กันท่ามกลางหัวใจ

แล้วเวลากองทัพธรรมมันประหัตประหารจนชำระหมดสิ้น พลิกฟ้าคว่ำดิน เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก เอวัง